2009/Jun/04

 

 

http://yakult4you.files.wordpress.com/2009/02/yakult21.jpg

 

 ยาคูลท์

ผมว่า ถ้าให้นึก คงจะไม่มีใครที่ไม่เคยกินยาคูลท์ เลยก็ว่าได้เพราะ ยาคูลท์ ยาคูลท์ถูกคิดค้นโดย ศาสตราจารย์     ชิโระตะ มิโนรุ อาจารย์จาก  มหาวิทยาลับเกียวโต ใน พ.ศ.2473 และต่อมาใน พ.ศ.2478 เขาได้ก่อตั้งบริษัท       ยาคูลท์ ขึ้นนั้นเอง

 

และก็รู้รึป่าวว่าทำไม ยาคูลท์ ถึงหาซื้อได้อยาก ?

  -เพราะที่ผมรู้มานั้น ยาคูลท์ เขาจะผลิตวันละ 2 ล้านขวดเท่านั้น และจะหาได้จาก สาวยาคูลท์เท่านั้น 

ต่างคนต่างสงสัยว่า แล้วที่ ห้าง หรือ 7-11 หามาได้ยังไงนั้น เขาก็จะรับมาจากสาวยาคูลท์ อีกที นึงนั้นเอง

 

"ทำไมยาคูลท์ไม่ทำขวดให้ใหญ่กว่านี้ ?"

  -พอได้ยินมาว่า ขวด 1 ขวด ขนาน 80 cc นั้น จะมีจุลินทรีย์ ประมาณ 800ล้านตัว ประมาณนั้นม

และที่เค้าว่า กินยาคูลท์ มากๆนั้น เป็นอันตราย ผมว่านะ มันน่าจะไม่เกียวกัน  เคยได้ยินมาว่า จุลินทรีย์ นั้นมันมีอายุแค่ 24 ชม [มั้งนะ แต่จำได้ มันไม่ถึงกับ 1 วันนิแหละ] และถ้ากินมามากแค่ไหน พอครบ 1 วัน เชื้อ จุลินทรีย์

นั้นมันก่อตายหมด นั้นเลยเราควรจะดื่ม กันทุกๆวัน [ไม่ควรดื่มแบบกักตุนไว้นะ เช่น กินรวดเดียว 10 ขวด เพราะพอครบเวลาตายของมัน เชื้อมันก่อตายหมด เอง เราหน้าจะกินวันละ 1 ขวดก่อพอ แต่ถ้าใคร มีความที่อยากบริโภคอย่างสูงก่อ กินไปเลย ไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ]

 ประโยชน์ ยาคูลท์

 -จะทำให้ระบบขับถ่ายที่ผิดปกติอยู่มีอาการดีขึ้นได้จริงๆ ใครที่มีอาการท้องผูกหรือรู้สึกระบบขับถ่ายผิดปกติลองดื่มดูเลย จะมีอาการดีขึ้น

 

คู่แข่ง

-โฟรโมสต์ จุดขายผสมโอเมก้า 3 กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยพัฒนาระบบประสาทและความจำ แชร์ 10% สาวโฟร์โมสต์ 1 พันคน 2

-ดัชมิลล์ ดีไลท์ เพิ่มน้ำผลไม้ แชร์ 27-28% สาวดัชมิลล์ 1.5 พันคน 3-บีทาเก้น มีขนาด 180 ซีซี แชร์ <30% 4-ยาคูลท์ แชร์ >50% สาวยาคูลท์ 3.5-4 พันคน



 

 ขอขอบรูป จากคุณ ngarage.exteen.com/20090514/entry-1

 

มีอะไรเกียวกับ ยาคูลท์ แนะนำมาด้วยเน้อออ

2009/Jun/03

ที่มาของการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว...

การถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วเป็นส่วนผสมของการถ่ายรูปบุคคล (หรือ Portrait)
กับภาพ Close-up โดยไม่ทราบที่มาแน่ชัด แต่หลักการของการถ่ายรูป
แอ๊บแบ๊วนั้น จัดได้ว่าถ่ายง่ายมาก แต่บางทีก็ติดที่ข้อจำกัดของตัวแบบเอง
หรือขีดความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์มุมกล้อง และมันสมองคนถ่าย

ซึ่งก็มีทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อกันว่า ท่าทางแอ๊บแบ๊วนั้นมาจากพฤติกรรมของสัตว์
โดยเฉพาะสัตว์น้ำครับ ซึ่งผมจะอธิบายไว้ในช่วงถัดไปว่ามันมีที่มายังไงอีกที
แล้วผลก็คือเมื่อนำมารวม ๆ กันแล้วก็จะได้ท่าที่เรียกได้ว่า "แอ๊บแบ๊ว" ออกมา
กลายเป็นมุมกล้องที่ดูน่ารัก น่าหยิกที่สุด เท่าที่สมองมนุษยชาติ(บางคน)จะคิดได้


อุปกรณ์ก่อนแอ๊บแบ๊ว

กล้องถ่ายภาพ ซึ่งก็ควรจะเป็นกล้องโทรศัพท์มือถือ หรือกล้อง Compact เท่านั้น
เพราะการใช้กล้องระดับ Digital SLR นั้น มีแต่จะก่อให้เกิดอุปสรรคในการถ่ายรูป
ถ้ากล้องไม่ตกใส่กบาลจนหัวแตกเลือดซิบ แขนที่ถือกล้องอยู่ก็อาจมีกล้ามขึ้นได้
ที่สำคัญไม่ได้ไปถ่ายภาพสารคดีหมีควาย ไม่ต้องไปใช้กล้องเทพระดับพระเจ้าก็ได้

หมายเหตุ : กล้องเว็บแคมก็ได้น่อ


หลักการแห่งการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว

การถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นไม่ยาก แต่ถ่ายอย่างไรให้ดูน่าหยิกอันนี้สิที่ยากยิ่งกว่า
เนื่องจากบางคนหน้าตาชวนให้แสดงออกพฤติกรรมที่รุนแรงยิ่งกว่าหยิกหรือจับ
หลักการดังกล่าวจะช่วยให้ท่านแอ๊บแบ๊วได้ง่ายดายแม้หน้าตาท่านจะ Abnormal
โดยรูปแบบการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นมีหลักการง่าย ๆ (แต่สำคัญ)ในการถ่ายดังนี้

1.) มุมแอ๊บแบ๊ว

ซึ่งมุมกล้องแบบนี้เราเรียกว่าอีกอย่างว่ามุมกล้องแอ๊บแบ๊ว หรือ Abbeaw Shot
คือคนจะแอ๊บแบ๊วได้ต้องใช้มุมกล้องในพิกัดนี้เท่านั้น เนื่องจากผมยังไม่เคยเห็นคน
แอ๊บแบ๊วคนไหนจะถ่ายแบบสะพานโค้ง หรือแบบลอดขาถ่าย เราจึงกะระยะได้เท่านี้
ที่สำคัญมุมกล้องนี้ถ่ายเองได้ เพราะสามารถใช้มือเดียวในการกดชัตเตอร์ได้สบาย ๆ
โดยมุมที่นิยมมากที่สุดคือมุมสูง (ประมาณ 30o-50o) เพราะจะทำให้หน้าตาดูแบ๊วได้ใจ
ที่มุมกล้องในระดับนี้ได้รับความนิยม คาดว่าน่าจะมาจากปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าโดดเด่นได้รูปเป็นที่สุด



2.) การแต่งหน้าแอ๊บแบ๊ว

ถ้าท่านรู้ตัวว่าหน้าตาท่านไม่ดี เหมือนผีตายทั้งกลมชุบแป้งทอด ก็ขอให้ท่านแต่งหน้าด้วย
การแต่งหน้าแบบแอ๊บแบ๊วจะไม่ยากมาก ก็คือแต่งหน้าธรรมดา ๆ ไม่ต้องถึงขั้นลิเกนั่นแหละ
คือไม่ต้องรองพื้นมากเหมือนโรยปูนขาวในงานกีฬาสี เอาบาง ๆ ก็พอ ถ้าพ่อไม่ได้ทำแป้งขาย
ที่ต้องขับเน้นก็คือรอบดวงตา เพราะจะต้องทำตาโต เหมือนกับที่บ้านถูกหวยแจ๊กพ็อต 38 ล้าน
แก้ม...อันนี้สำคัญ ทางที่ดีแก้มควรจะมีสีแดงระเรื่อ เป็นแก้มก้นโดนเตะด้วยรองเท้า Combat
ริมฝีปาก อันนี้ก็ใช่ ให้ทาลิปมันไว้ด้วย อย่าให้คล้ำซีด ถ้าไม่มีลิปให้ต่อยปากเอาู รับรองแดงได้ใจ

3.) การทำหน้าแอ๊บแบ๊ว

สำหรับการทำหน้าให้ถูกสนธิสัญญาแอ๊บแบ๊วสากลนั้น หลักใหญ่ใจความไม่ยากมากนักหรอก
คือการทำหน้ามันไม่ยากนะครับ มันก็จะประมาณเอาสัตว์น้ำหลาย ๆ ชนิดมาผสมข้ามพันธุ์กันดังนี้



ดวงตา : จะคล้าย ๆ ปลาตีน ใครเคยเห็นปลาตีนคงรู้ดี เพราะตามันโตใสแบ๊วมาแต่ไกลเลย
แก้ม : เหมือนปลาทอง แต่เป็นปลาทองตะกระที่อมซากุระไว้ในกระพุ้งแก้มแบบเต็มความจุนะ
ปาก : ปลาซัคเกอร์ (ปลาเทศบาล) คือทำปากให้ประมาณว่าจะเล็มตะไคร่ที่หน้าดินใต้น้ำได้สบาย ๆ
รวม ๆ แล้ว = จาจาบิงส์ จาก Star Wars: Episode I - The Phantom Menace...


4.) การจัดท่าทาง

บางคนการแสดงออกทางสีหน้ายังไม่แบ๊วพอ จึงต้องใช้ท่าทางเข้าช่วยเพื่อเสริมพลังแอ๊บแบ๊ว
โดยการออกไม้ออกมือจะช่วยท่านได้ การเอานิ้วจิ้มแก้ม หรือทำตัววี (Victory) เป็นท่าสิ้นคิด
ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่หนีกันไปไหน ท่าก็จะสิ้นคิดคล้าย ๆ กัน บ่งบอกถึงระดับสติปัญญาคนทำท่า
ว่าลอก ๆ ตามกันมา จนกลายเป็นรูปแบบพื้นฐาน ใครคิดท่าอื่นจะผิดผี หาใช่วิถีแห่งแอ๊บแบ๊วไม่


5.) การตกแต่งภาพ

จากผลสำรวจบอกว่าร้อยละ 35% ขึ้นไปของผู้แอ๊บแบ๊ว จะต้องเอาภาพผ่านโปรแกรมตัดต่อรูป
เนื่องจากการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วส่วนใหญ่นั้น จะเป็นการถ่ายแบบ Close Up คือถ่ายระยะประชิด
ดังนั้นสิวเสิว ตีนกงตีนกา ขอบตาคล้ำมันจะออกมาหมด แถมบางทีจะชัดยิ่งขึ้นด้วยแสง Flash
จึงต้องนำเข้าสู่ Photoshop ในกระบวนการที่เรียกว่าลวงโลก...เอ้ย...การปรับลดจุดบกพร่อง...



คนที่ตัดต่อแต่งเติมได้ขนาดนี้ ไปเปิดคอร์สสอน Photoshop หาตังค์เลยดีกว่า...



ข้อเสียคือ...ใครเข้าสู่วิธีการนี้แล้ว "มักหยุดไม่ได้" เพราะมันส์มือมาก แต่งภาพกันสนุกสนาน
มีสิวลบสิว มีตีนกาก็ทำหน้าเด้ง อ้วนไปก็บีบภาพซะ หน้าดำไปก็ทำให้สว่าง ซึ่งพอทำไปทำมาแล้ว
บางทีออกมาแล้วไม่ใช่คนเดิม หรืออาจถึงขั้น "ไม่ใช่คน" คือใสมาก เหมือนตุ๊กตา ใสจนควายดูก็รู้ว่าแต่งภาพ
ดังนั้นเมื่อท่านเข้าสู่กระบวนการนี้แล้ว จึงควรกระทำอย่างมีจรรยาบรรณ พอเพียง และจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมด้วยครับ

ที่มา ของคุณภูภู่ในexteen นิแหละ งิงิ ประทานโทดด้วยจร้าาา

ถ้าซ้ำขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วย